“เป็นสิ่งที่คุณปู่บุกเบิกมาถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย มันอาจจะไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบัน จึงเป็นภาระ ความท้าทายของผมที่อยากฟื้นธุรกิจครอบครัวให้ประสบผลสำเร็จให้ได้”

เมื่อธุรกิจของครอบครัว ซึ่งอยู่คู่สังคมไทยมากว่า 6 ทศวรรษอยู่ในภาวะใกล้สูญสลาย “รวิศ หาญอุตสาหะ” หลานปู่ ผู้กล้าคิด กล้าทำ จึงกระโดดเข้ารับช่วงพันธกิจอันหนักอึ้ง ผ่าตัด เปลี่ยนแปลง ปรับโฉม “ผงหอมศรีจันทร์” แป้งเก่าโด่งดังเมื่ออดีตสู่ตลับใหม่ มุมมองใหญ่ ฝาวิกฤติทุกบริบท จนเห็นผลสำเร็จยอดขายทะลุหลายร้อยล้านบาทในปัจจุบัน

ผลิตภัณฑ์ “ผงหอมศรีจันทร์” เครื่องสำอางรุ่นเดอะที่ก่อนปี 2549 เคยถูกผู้คนปรามาส “ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต” ถึงวันนี้มีอายุ 66 ปี ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง ด้วยฝีมือของทายาทรุ่นที่ 3 รวิศ หาญอุตสาหะ วัยขณะนั้นเพียง 27 ปี ที่ตัดสินใจลาออกจากงานสายการเงิน เข้ารับช่วงกิจการครอบครัว ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ซึ่งก่อตั้งเมื่อครั้งรุ่นปู่ ราวปี 2491 เหตุกิจการช่วงเวลาที่ผ่านมาดำเนินไปในแบบโบราณๆ ธุรกิจขาดการพัฒนา ขณะที่โลกรอบตัวหมุนเปลี่ยนไปทำให้ยี่ห้อ “ผงหอมศรีจันทร์” มีสภาพแค่ประคองตัว และรอวันยุติบทบาทตัวเอง

“แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่ก็เป็นธุรกิจที่คุณปู่บุกเบิกมาถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มันอาจไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบัน จึงเป็นภาระความท้าทายของผมที่อยากฟื้นกิจการครอบครัวให้ประสบผลสำเร็จให้ได้” นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง กล่าว

สภาพการทำงานของ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ในปี 2549 ปีแรกที่เขาเข้าบริหารไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์ เอกสารทุกอย่างเขียนด้วยมือเพราะบริษัทหยุดนิ่งมานาน รวิศจึงมองว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจจะก้าวไปสู่ยุคใหม่ เขาจึงได้นำเอาความรู้ด้านวิศวกรรม การเงิน และการตลาดเชิงรุก เข้ามาต่อลมหายใจให้กิจการตามสไตล์คนรุ่นใหม่ โดยใช้เวลา 2 ปีถัดจากนั้นรื้อระบบ แยกการปรับปรุงธุรกิจเป็น 2 ด้านใหญ่

เริ่มจากการปรับปรุงภายใน ซึ่งเป็นการสร้างความแข็งแรงให้แก่องค์กร ด้วยการนำระบบบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ามาใช้ อาทิ ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ปรับปรุงไลน์การผลิต ทำระบบบัญชีให้เป็นมืออาชีพขึ้น เวลาเดียวกันก็นั้นก็พิสูจน์ตัวเองเพื่อสร้างการยอมรับให้เหล่าพนักงานที่อยู่ด้วยกันมานานว่าพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน จากนั้นก็ “ลุยเดี่ยว” ลงสนามไปเยี่ยมลูกค้าทั่วประเทศ ทั้งร้านเล็ก ร้านใหญ่ เหตุผลเพราะเขาเชื่อว่า “สายสัมพันธ์ส่วนตัว” สำคัญมากกับลูกค้ากลุ่มนี้

“พอผมนำเรื่องนี้เข้ามา การต่อต้านก็มีบ้าง โดยเฉพาะการปรับทัศนคติบุคลากร เพราะพนักงานบางคนอยู่กับเรามา 50 ปี เปิดรับสิ่งใหม่ได้ยาก แต่ผมก็ใช้เวลาพิสูจน์ว่า ระบบใหม่มันดีกว่าจริง ส่วนตัวผมก็พยายามเรียนรู้ทำให้เป็นทุกขั้นตอน ลงมือปฏิบัติให้ดู อ่อนน้อมให้เกียรติคนรุ่นเก่า ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของผม” รวิศ เผย

ด้านการปรับปรุงภายนอก ซึ่งรวิศบอกเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง คือการรีแบรนด์ให้ภาพของ “ผงหอมศรีจันทร์” จากเครื่องสำอางโบราณล้าสมัยมาสู่แบรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างแบบพลิกฝ่ามือภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก

เปลี่ยนภาพลักษณ์ (Positioning) สินค้าจากที่ดูเก่าเชย ให้ทันสมัยดูเป็นเครื่องสำอางมากขึ้น โดยปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งแบบกระป๋องพลาสติกเพื่อพกพาสะดวก แบบซองขนาดเล็ก แบบตลับที่เป็นบรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า ต่อด้วยเปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก “ผงหอมศรีจันทร์” เป็น “ศรีจันทร์” เพื่อรองรับการออกสินค้าใหม่ที่ไม่ใช่แป้งเพียงอย่างเดียวในอนาคต และการผลิตสินค้าใหม่ อาทิ ครีมกันแดด แป้งพัฟ ฯลฯ ซึ่งผลิตภัณฑ์ล่าสุด คือแป้งฝุ่นควบคุมความมันที่มีคุณภาพดีที่สุด (translucent loose powder ) มีศูนย์นาโนเทคแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมวิจัยสูตร อีกทั้งการออกแบบสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์ที่เน้นสไตล์วินเทจ การสร้างหนังโฆษณา ฯลฯ

โดยทั้ง 3 กลยุทธ์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ จึงได้ทุ่มงบประมาณในการลงทุนรีแบรนด์ครั้งนี้สูงถึง 70 ล้านบาท

“การรีเฟรชแบรนด์ เราไม่ได้เปลี่ยนแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่กำลังเปลี่ยนสายตาของผู้บริโภคที่มองศรีจันทร์ จากสินค้าเน้นประโยชน์ใช้สอยมาสู่การเป็นสินค้าเน้นคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก เพื่อการขยับฐานผู้ใช้ให้เด็กลงและกว้างขึ้น” นักธุรกิจหนุ่มแจง

พร้อมยอมรับว่า เมื่ออดีตที่ผ่านมา “ผงหอมศรีจันทร์” ฐานลูกค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นสตรีที่อยู่ในต่างจังหวัด และอายุ 35 ปีขึ้นไป ฉะนั้น การรีแบรนด์ครั้งนี้จึงมุ่งขยายฐานกลุ่มลูกค้าเข้าสู่เมืองกรุง และอยู่ในวัยรุ่น นิสิต นักศึกษา วัยทำงาน เพิ่มมากขึ้น

เมื่อกลุ่มเป้าหมายต้องการขยายไปสู่คนวัยรุ่น สื่ออย่างออนไลน์จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น โดยรวิศได้ให้ความสำคัญในการทำสื่อนี้อย่างมาก ทั้งโปรโมทผ่านเว็บไซต์ สังคมออนไลน์ต่างๆ อย่างปี 2557 ที่ผ่านมา เขาใช้งบโฆษณามากถึง 25% หรือราว 10-15 ล้านบาท ของงบประมาณทำตลาดทั้งหมด หลังจากปี 2556 เคยออกแคมเปญ “แม่นางศรีจันทร์” หนังสั้นผ่านโลกออนไลน์ประสบผลสำเร็จอย่างมาก

รวมทั้งการที่รวิศใช้ตัวเองเป็นอีกกลยุทธ์การตลาด หรือ “ซีอีโอ แบรนด์” ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพราะพอเห็นหน้าก็จะนึกถึงแบรนด์ “ศรีจันทร์” ควบคู่ไปกับการลุยทำตลาดแบบ 360 องศา ที่เน้นเป็นธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ถึง 90% เริ่มจากวางขายผ่าน 7-Catalog เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าไปพร้อมๆ กับเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น รวม 3,500 สาขาทั่วประเทศ ขณะเดียวกันก็จัดโรดโชว์แจกสินค้าให้ทดลองใช้ฟรี เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ให้หันมาสนใจสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย

จาก “ลูกบ้า” การทำงานหนักของรวิศ ส่งให้สถานะของผลิตภัณฑ์ “ศรีจันทร์” แป้งโบราณ ซึ่งสามารถขยายฐานลูกค้าในเมืองกรุงที่แทบจะเป็นศูนย์เมื่ออดีตให้มีส่วนแบ่งถึง 25% และปลดล็อกจากวัย 35 ปีขึ้นไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นถึง 20% ส่งผลให้ปี 2557 มีผลประกอบการทางธุรกิจสูงถึง 300 ล้านบาท และเขาได้ตั้งเป้าการเติบโตของธุรกิจจากนี้ไปอย่างน้อยต้องปีละ 30-40%

อย่างไรก็ตาม พันธกิจอันยิ่งใหญ่และต้องทำในเวลาอันใกล้ของ “รวิศ หาญอุตสาหะ” คือ มุ่งมั่นสร้างองค์กร “ศรีจันทร์” ให้เติบโตเป็นเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่ง โดยหมายมั่นว่า อีกสองปีข้างหน้าต้องทำรายได้ถึง 500 ล้านบาทต่อปี และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2563 เพื่อก้าวสู่องค์กรมืออาชีพอย่างสมบูรณ์แบบต่อไป

ผลสำเร็จ (เล็กๆ) …ผ่านตัวหนังสือ

“รวิศ หาญอุตสาหะ” วัย 36 ปีวันนี้ จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต เอกวิศวกรรมไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อปริญญาโท (เอ็มบีเอ) ด้านการเงิน จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อเรียนจบกลับมาบ้านก็ได้ทำงานในแวดวงการเงินอยู่หลายปี โดยเคยร่วมงานกับธนาคารเอชเอสบีซี และซิตี้แบงก์ ซึ่งเป็นสายงานที่เขารักและชื่นชอบ โดยคิดจะทำอาชีพนี้ไปตลอด หากทว่า ธุรกิจของครอบครัวที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างหนัก จึงทำให้เขาต้องเข้ารับภาระฟื้นฟูกิจการ

ตลอดระยะเวลาพลิกฟื้นธุรกิจ 8 ปีนั้น รวิศยอมรับว่า พบกับปัญหา อุปสรรคน้อยใหญ่นานัปการ บวกกับเขาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือทุกประเภท โดยเฉพาะหนังสือด้านการเงิน จึงใช้เวลาว่างอันน้อยนิด หรือแทบจะไม่มีในแต่ละวันจดบันทึก ถ่ายทอดบทเรียนทางธุรกิจของเขาทั้งด้านบวกและด้านลบ ผ่านแนวคิดด้านการตลาดและความคิดสร้างสรรค์ ในรูปของพ็อกเก็ตบุ๊กออกมาอยู่เสมอๆ เพื่อเสริมมุมมอง บริบทการทำงานให้ใครๆ อีกหลายคน

โดยเล่มแรกของเขา คือ Marketing Everything! ที่ได้รับการตอบรับดีมาก ขึ้นสู่ระดับเบสท์เซลเลอร์ในเวลาอันรวดเร็ว และล่าสุด เมื่อปี 2557 เขาได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในหนังสือชื่อ คิดจะไปดวงจันทร์…อย่าหยุดแค่ปากซอย (A THINKER’S GUIDE TO THE  MOON)

“ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสได้แบ่งบันประสบการณ์ ทั้งในแบบวิทยากร หรือถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า มันจะมีส่วนสร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ ให้แก่ทุกท่านนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในธุรกิจของตัวเองบ้าง ไม่มากก็น้อยครับ”

ทุกวันนี้ รวิศ นอกจากเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทในเครือ 3 แห่ง คือ บริษัทศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด บริษัท H2O จำกัด และบริษัทศศิ แล็ป จำกัด แล้ว เขายังเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารหลายเล่ม เป็นวิทยากรดเอสเอ็มอีในหลายเวทีถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน
ขอขอบคุณข่าวจาก คมชัดลึก http://goo.gl/Gf5apC